Posted by Varanyu Suchivoraphanpong on January 2nd, 2010
มีผู้อ่านหลายท่านสงสัยว่าในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเราจะบอกได้อย่างไรว่าประเทศไหนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าประเทศไหน หรือว่าเราจะวัดกันที่รายได้ประชาชาติ (GDP) หรือวัดกันที่จำนวนโทรทัศน์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจหรือเป้าหมายทางเศรษฐศาสตร์ของทุกประเทศเหมือนกันหมดครับ คือ ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะวัดกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า Consumer Surplus
Consumer Surplus คือส่วนเกินของการบริโภคของประชาชน เช่น ประชาชนในประเทศ A มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาทแต่ค่าครองชีพขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน เช่น ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ฯลฯ รวมกันแล้วตกเดือนละ 10,000 บาท พอดี ก็แปลว่าประชาชนในประเทศนั้นมี Consumer Surplus ที่ต่ำ เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ แทบจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่สมมติประชาชนในประเทศ B มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าประชาชนในประเทศ A แต่ความเป็นอยู่และค่าครองชีพขั้นต่ำ ตกเพียงเดือนละ 3,000 บาท เราก็นับได้ว่าประชาชนในประเทศ B มี Consumer Surplus มากกว่าประเทศ A ดังนั้น ประชาชนในประเทศ B จึงมีความกินดีอยู่ดีมากกว่าประเทศ A
ทีนี้เราอาจจะสงสัยกันว่าแบบนี้ความต้องการขั้นต่ำและค่านิยมในการบริโภคของคนในแต่ละประเทศหรือของแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น ในบางสังคมอาจจะติดหรู ต้องมี Home Theatre หรือบางสังคมไม่มีใครดูโทรทัศน์เลย จะมีผลต่อ Consumer Surplus หรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอนครับ เพราะว่าสังคมที่ประชาชนมีค่านิยมในการบริโภคที่ไม่ฟุ่มเฟือยย่อมมี Consumer Surplus สูงกว่าสังคมที่นิยมการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อ Consumer Surplus นั้นจะอยู่ที่กลไกการตลาดด้วยครับ เช่น หากปริมาณการผลิตอาหารในประเทศนั้นมีน้อย แต่ความต้องการอาหารมีสูง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ก็จะทำให้อาหารในประเทศ
มีราคาสูง ซึ่งอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ การที่อาหารมีราคาสูงก็หมายความว่ารายได้ของประชาชนอาจจะไม่เพียงพอต่อการซื้ออาหาร หรือรับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่ตามหลักโภชนาการ แบบนี้ก็สรุปได้ทันทีครับว่าประชาชนในประเทศไม่มีความอยู่ดีกินดี เนื่องจากรายได้ไม่พอจ่ายค่าอาหาร
ก็เลยมีคนบอกว่าแบบนี้รัฐบาลก็ต้องแทรกแซงกลไกตลาดด้วยการให้เอกชนผลิตสินค้าออกมาเยอะๆ ให้เกินความจำเป็นเข้่าไว้ หรือใช้กฎหมายในการควบคุมราคาสินค้าให้ต่ำ เพ่ือให้ราคาสินค้าต่ำ แล้วคนในประเทศจะได้มีกำลังซื้อและทำให้ Consumer Surplus มากขึ้น ซึ่งก็เป็นจริงในระยะสั้นๆ แต่ระยะยาวกำลังการผลิตจะไหลกลับลดลงไปที่จุดสมดุลย์เอง เนื่องจากราคาตลาดที่ตกต่ำมากๆ จะทำให้เอกชนบางรายล้มหายตายจากไป หรือไม่มีแรงจูงใจที่จะผลิตต่อ โดยท้ายสุดจะกลับมาที่ราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาดเอง หรือไม่สินค้าก็จะขาดตลาดแบบหลายประเทศในสมัยสังคมนิยมที่ประชาชนต้องเข้าคิวซื้อสินค้าใน Supermarket เนื่องจากไม่มีสินค้าขาย แต่ราคาถูกกดไว้ให้ต่ำ
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าการสร้าง Consumer Surplus ก็คือการส่งเสริมการลงทุนไปด้วยยิ่งลงทุนมาก ประเทศจะมีรายได้สูง ประชาชนก็จะมี Consumer Surplus ไปเอง แต่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า ยิ่งพัฒนาคนในประเทศยิ่งจน เช่น ในประเทศไทย จนอย่างไรหรือครับ ลองกลับไปดูก็ได้นะครับว่าสมัยหลายสิบปีก่อนหัวหน้าครอบครัวทำงานคนเดียวก็เลี้ยงคนในครอบครัวได้ แต่ปัจจุบันทำงานคนเดียวไม่พอแล้ว แม่บ้านต้องออกมาทำงานด้วยไม่งั้นไม่พอค่าใช้จ่าย ก็แปลว่าความเป็นอยู่แย่ลงแม้ว่าจะมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น สาเหตุก็คือแม้ว่ารายได้เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากปริมาณเงินก็เพิ่มขึ้น แต่ดันไปกระจุกตัวกับคนไม่กี่คน ก็ทำให้เงินเฟ้อ แปลง่ายๆ ว่าการกระจายรายได้ที่ไม่สมดุลย์ก็มีผลต่อ Consumer Surplus เหมือนกันครับ
ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลในเชิงรับที่จะต้องดูแลราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และการบริการขั้นต่ำ ในประเทศ ด้วยการส่งเสริมและวางแผนกลไกตลาดให้เอกชนอย่างเหมาะสมเพื่อให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับที่ประชาชนจะซื้อหาใช้ในชีวิตประจำวันได้จึงมีผลต่อ Consumer Surplus แต่หากไม่ดูแลกลไกตลาดดีๆ รัฐบาลจะต้องมีต้นทุนที่สูงมากในการดูแลราคาสินค้าด้วยการทำลายกลไกตลาดด้วยการอุดหนุนด้านภาษี หรือรับซื้อจากเกษตรกรในราคาสูงแต่ปล่อยขายในตลาดที่ราคาต่ำ ซึ่งจะทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว และมีผลต่อเงินของรัฐบาลในระยะยาว
แต่ในเชิงรุกแล้วยังไงก็หนีไม่พ้นที่ต้องไปแก้ที่ค่านิยมของคนในประเทศครับ ว่าอย่าใช้จ่ายเกินตัว อะไรที่ไม่จำเป็นก็ละๆ ไว้บ้าง ความต้องการในการบริโภคมันจะไปปรับสมดุลย์ราคาสินค้าเองครับ
วันนี้ Consumer Surplus ของท่านผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้างครับ
Posted in Economics | No Comments »
Posted by Varanyu Suchivoraphanpong on December 30th, 2009
ล่าสุดรัฐบาลชุดกู้มาโกงก็ได้สร้างวีรกรรมอันน่าสรรเสริญด้วยการที่รัฐมนตรีสาธารณสุขพูดคำว่า “เงินยังไม่ได้จ่ายออกไป จะโกงได้อย่างไร” ทั้งๆ ที่หลักฐานทุกอย่างมัดแน่นว่าได้ทำเรื่องเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่กระบวนการจัดซื้อและจ่ายเงินเท่านั้น ก็จะเสร็จสิ้นกระบวนการการโกงสมบูรณ์แบบ
การโกงนั้นไม่ต้องจ่ายเงินก็นับว่าโกงแล้วครับ ถ้าเปรียบกันง่ายๆ ก็คือผมวางแผนจะสังหารใครสักคน โดยทุกอย่างเตรียมมาหมดแล้ว ทั้งมือปืน รูปถ่ายเหยื่อ ฯลฯ เหลือขั้นสุดท้ายคือลั่นไก คำถามคือ ผมผิดหรือไม่ ถ้าผิด กระบวนการที่ยังไม่ได้จ่ายเงินของท่านก็ผิดนั่นแหละครับ
เรื่องโครงการไทยเข้มแข็งนี่ ผมเห็นมาหลายโครงการเป็นโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดการสร้างงาน โดยเม็ดเงินจำนวนมากได้ลงไปในโครงการประหลาดๆ เช่น ทาสีเสาธงราคาแพง เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์เครื่องมือหลายอย่างเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ มากกว่าจะผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างงานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หลักการง่ายๆ ของการกระตุ้นเศรษฐกิจคือการแจกงานครับ ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนกับที่รัฐบาลทำอยู่
Posted in Economics, Politics | No Comments »
Posted by Varanyu Suchivoraphanpong on December 10th, 2009
บังเอิญช่วงนี้มีการพูดถึงวิกฤติดูไบกันทั้งเมือง ฉบับนี้เลยจะมาคุยกันนะครับว่าวิกฤติดูไบคืออะไรครับ
เมืิ่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท ดูไบ เวิร์ลด์ (Dubai World) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของรัฐบาลดูไบ ได้ขอทำข้อตกลงกับเจ้าหนี้ เพื่อพักชำระหนี้นาน 6 เดือน โดยขยายเวลาชำระหนี้ไปอย่างน้อยจนถึง 30 พฤษภาคมปีหน้า ซึ่งถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ขอพักชำระหนี้ก็คงไม่แปลกอะไร แต่นี่คือกลุ่ม Dubai World ซึ่งมีหนี้สิน 59,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสินทรัพย์ 99,600 ล้านดอลลาร์ ในปี 2551 มีกำหนดชำระหนี้ 4,300 ล้านดอลลาร์ในเดือนหน้า และมีกำหนดชำระหนี้ทั้งของรัฐบาลและเอกชนรวม 4,900 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปีหน้าด้วย ขณะที่หนี้สินทั้งหมดของดูไบเมื่อปีที่แล้วมีรวมประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้สินของบริษัทต่างๆของรัฐบาลท้องถิ่นประมาณ 70 ,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่านผู้อ่านอ่านดูก็คงรู้ได้ว่าหนี้สินของดูไบ เวิร์ลด์ นี้มีมหาศาลจริงๆ มากกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยเท่าตัว และมากกว่าหนี้ IMF ที่เราเคยติดหนี้กว่า 4 เท่า
Dubai World นับว่าเป็นกลุ่มบริษัทลงทุนที่รัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ โดยได้ลงทุนในโครงการต่างๆ ทั่วโลก ตามนโยบายของชีคหรือเจ้านครรัฐดูไบ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ และในประเทศไทยได้ลงทุนในบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายบริษัท และมีแผนจะขอลงทุนในโครงการแลนบริดจ์ที่เป็นท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมระหว่างฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซื้อทีมฟุตบอลทีมดังในลีกยุโรป หรือขอซื้อกิจการท่าเรือขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา (แต่รัฐสภาอเมริกันเบรคไว้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ) จนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งหลายได้มีคอมเมนต์ว่า Dubai World จะเป็นเจ้ายุทธจักรการลงทุนของโลกอย่างแน่นอน ซึ่งหลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมดูไบถึงได้มีเงินมากขนาดนั้น ไปทำอะไรมา
Read the rest of this entry »
Posted in Economics | 1 Comment »
Posted by Varanyu Suchivoraphanpong on December 9th, 2009
ช่วงนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านมักจะได้ข่าวที่ออกจากรัฐบาลหรือสื่อต่างๆ ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี ถึงดีที่สุด แต่พอเรามาคลำเงินในกระเป๋าของเราจะพบว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ว่าไว้ ซึ่งสอดคล้องกับโพลสำนักต่างๆ ที่มาสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก็พบว่าไม่ได้รู้สึกว่าเงินในกระเป๋าจะมากขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมตอนนี้มาเจอวิกฤติดูไบเข้าไปอีกชุด แม้ว่าเราจะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงก็ตาม แต่วิกฤติดูไบก็มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยในทางอ้อมผ่านคู่ค้าต่างๆ ของเรา เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ฯลฯ
ตอนนี้ผู้อ่านหรือผู้ประกอบการหลายท่านอาจจะกำลังประสบปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจหดตัว แถมช่วงนี้ธนาคารก็มีวินัยในการปล่อยกู้ค่อนข้างมาก ทำให้สภาพคล่องของกิจการที่เจ้าของไม่ใช่ลูกเสี่ยหรือลูกเจ้าสัว อาจจะประสบปัญหาได้ โดยเรามักจะมองในทางการหารายได้เข้าบริษัท ซึ่งเป็นทางค่อนข้างตีบตันเนื่องจากต้องปากกัดเท้าถีบกันค่อนข้างมากในช่วงนี้ (ยิ่งเศรษฐกิจแย่มากเท่าไหร่ แหล่งรายได้ใหญ่ที่สุดของเอกชนก็คือภาครัฐ และเป็นช่องทางในการคอรัปชั่นมากขึ้น) แต่เราอาจจะลืมมองดูตัวเราเองว่ามีจุดไหนที่ต้องตัดลดหรือเสริมสร้างให้แข็งแกร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนกับการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย
Read the rest of this entry »
Posted in Economics | 2 Comments »
Posted by Varanyu Suchivoraphanpong on November 29th, 2009
ช่วงนี้หายหน้าหายตาไป เพราะว่าไปเขียนบทความบน Twitter ครับ เนื่องจากประเด็นมันเข้ามาในสมองเยอะมาก คิดอะไรออกก็เขียนไปตามประเด็นนั้นครับ เช่น กกต. บอกว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ได้ หรือ เรื่องพยายามปลุกกระแสรักชาติของรัฐบาล หรือการฉลองการชักธงชาติลงจากเสา เลย Tweet กันแทบไม่ทัน
ช่วงนี้ยิ่งมีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับวิธีคิดในการบริหารประเทศของรัฐบาล เช่น
1. ผลักไสไล่ส่งคนคิดต่าง ไปเป็นคนเขมรหรือไม่ก็คนทรยศต่อชาติ ตามที่หัวหน้าอำมาตย์ใหญ่เหงาสี่ศอก ให้นิยามไว้ แต่ตอนนี้คนทรยศต่อชาติที่ถูกนิยามไว้มีอยู่เป็นล้าน และมากขึ้นเรื่อยๆๆๆๆ
2. ปล่อยเกาะคุณศิวรักษ์ วิศวกรไทย ของ CAT ที่กัมพูชา ตอนที่ให้เขาเอาข้อมูลมาให้ก็รับรองซะดิบดี ตอนนี้ถูกจับสารภาพหมด ก็จะปล่อยเกาะ ขนาดคุณแม่เค้าจะไปเยี่ยมยังยึดพาสปอร์ตไว้ กลัว พล.อ. ชวลิต พาไปเอง
3. ประเด็นเรื่องคุณศิวรักษ์ ที่แกยอมรับสารภาพหมดเปลือกว่าไปเอาข้อมูลไปให้สถานทูต ก็ไม่รู้ว่าจะหาทางลงอย่างไร ตอนนี้ก็คงเข้าหน้าประชาชาติอาเซียนไม่ติด ว่าไปโจรกรรมข้อมูลชาวบ้านเค้ามา
4. เรื่องฟ้องแพ่งพันธมิตร ในกรณีบุกยึดสนามบิน รู้สึกว่าจะไม่ฟ้องจนขาดอายุความไปแล้ว ทีนี้ถ้าบริษัทต่างประเทศฟ้องในกรณีที่เสียหาย จะเอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายหรือครับ
5. เห็นว่าจะไปเชียงใหม่แต่ไม่กล้าไป เลยไปบุกจับร้านขายประทัดไล่นก แล้วบอกว่าเป็นระเบิดปิงปอง 6,000 ลูกซะนี่
6. คนอื่นเค้าบริหารเศรษฐกิจ เค้าแจกงานให้ประชาชนทำ แต่นี่ดันแจกเงินซะ ไทยเข้มแข็งก็โกงกันเช็ด เงิน 100 บาท ถึงประชาชนไม่น่าจะเกิน 10 บาท
7. กระทรวงการต่างประเทศ วันๆ ไล่จับทักษิณไปทั่ว จับมาเป็นปีแล้วจับไม่ได้ซักที แถมทำประเทศเพื่อนบ้านไม่พอใจอีก ก็อย่างนี้แหละครับ เอาผู้ก่อการดี อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ ปิดสนามบินสนุกจริงๆ มาเป็นรัฐมนตรีก็แบบนี้แหละครับ
ข้างต้นนี่ Tweet เล่นๆ นะครับ จริงๆ ยังมีอีกเยอะ เลยไม่เข้าใจว่ารัฐบาลประเทศนี้มีวิธีคิดในการบริหารประเทศอย่างไร
Posted in Politics | 1 Comment »